เรียบเรียงโดย YMTD Accounting Partner · ข้อมูล ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569
บจก คือ คำย่ออย่างเป็นทางการของ “บริษัทจำกัด” รูปแบบนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยแบ่งทุนจดทะเบียนออกเป็นหุ้นมูลค่าเท่าๆ กัน (ไม่ต่ำกว่า 5 บาทต่อหุ้น) มีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และผู้ถือหุ้นทุกคนมีความรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบตามมูลค่าที่ถือไว้ [1], [3] โครงสร้างของ บจก. จึงแตกต่างอย่างชัดเจนจาก “หจก.” (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ที่กำหนดให้หุ้นส่วนผู้จัดการต้องรับผิดชอบในภาระหนี้สินร่วมกันแบบไม่จำกัดจำนวน [1], [3] และต่างจาก “บมจ.” (บริษัทมหาชนจำกัด) ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 เพื่อวัตถุประสงค์ในการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนในวงกว้าง [4] การทำความเข้าใจความแตกต่างของรูปแบบนิติบุคคลทั้ง 3 ประเภท ทั้งในมิติข้อกฎหมาย ความรับผิดชอบต่อหนี้สิน อัตราภาษี และภาระค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบบัญชี จึงเป็นข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นต่อการวางโครงสร้างกิจการให้ปลอดภัย โปร่งใส และประหยัดภาษีได้อย่างถูกต้อง
สรุปสาระสำคัญ
- บจก. (บริษัทจำกัด) กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้มีผู้เริ่มก่อการและผู้ถือหุ้นขั้นต่ำตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ตาม พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 โดยผู้ถือหุ้นรับผิดชอบหนี้สินจำกัดไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบเท่านั้น [1], [3]
- หจก. (ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ต้องมีผู้เป็นหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ประกอบด้วยหุ้นส่วน 2 จำพวก โดย “หุ้นส่วนผู้จัดการ” (จำพวกไม่จำกัดความรับผิด) ต้องรับผิดชอบในหนี้สินของห้างฯ ร่วมกันอย่างไม่จำกัดจำนวน ซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดหากกิจการประสบปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว [1], [3]
- บมจ. (บริษัทมหาชนจำกัด) ต้องมีผู้เริ่มจัดตั้งอย่างน้อย 15 คน และมีคณะกรรมการไม่น้อยกว่า 5 คน โดยจัดตั้งขึ้นเพื่อเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (SET หรือ mai) เสมอไป [4]
- อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ทั้ง บจก. และ หจก. เสียภาษีในอัตราเดียวกันตามประมวลรัษฎากร หากเข้าเกณฑ์นิติบุคคลขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) จะได้รับยกเว้นภาษีสำหรับกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก กำไรส่วน 300,001 – 3,000,000 บาท เสียอัตราร้อยละ 15 และส่วนที่เกิน 3,000,000 บาทขึ้นไป เสียอัตราร้อยละ 20 [2]
- ต้นทุนการตรวจสอบบัญชี บจก. ทุกขนาดถูกบังคับให้ต้องตรวจสอบงบการเงินโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เท่านั้น ขณะที่ หจก. ขนาดเล็ก (ทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมและรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท) กฎหมายอนุญาตให้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) หรือ CPA ตรวจสอบและรับรองงบการเงินได้ [3]
บทนำและขอบเขต: ปัญหาการเลือกรูปแบบนิติบุคคลของ SME ในปี 2569
เมื่อผู้ประกอบการพาณิชย์มีรายได้เติบโตเกินกว่าระดับบุคคลธรรมดา (เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีที่ต้องเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือมีฐานกำไรที่เริ่มเสียภาษีบุคคลธรรมดาเกินร้อยละ 20) การจดทะเบียนนิติบุคคลคือกลยุทธ์สำคัญในการบริหารต้นทุนภาษี [2] ทว่ายังมีความเข้าใจผิดว่าการจัดตั้ง หจก. จะเสียภาษีน้อยกว่า บจก. หรือคิดว่าการเปิดบริษัทจำกัดยังคงต้องใช้ผู้ถือหุ้นขั้นต่ำ 3 คนเหมือนในอดีต ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้วตั้งแต่มีผลบังคับใช้ของกฎหมายใหม่เมื่อต้นปี 2566 [1]
ในปี 2569 หน่วยงานกำกับดูแลทั้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และกรมสรรพากร ได้ยกระดับการตรวจสอบข้อมูลผ่านระบบเชื่อมโยงอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ การเลือกรูปแบบนิติบุคคลที่ไม่สอดคล้องกับขนาดกิจการ ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความเสี่ยงเรื่องเบี้ยปรับเงินเพิ่มทางภาษี แต่ยังผูกพันไปถึง “ความรับผิดชอบในทรัพย์สินส่วนบุคคล” ของเจ้าของกิจการ บทความนี้จึงสรุปเปรียบเทียบข้อกำหนดทางกฎหมาย โครงสร้างภาษี ความรับผิดชอบ และต้นทุนแฝงในการปฏิบัติงานจริง ระหว่าง บจก., หจก. และ บมจ. เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้เป็นแนวทางตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง
ทบทวนหลักกฎหมายและหลักเกณฑ์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับ บจก. หจก. และ บมจ.
การดำเนินธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลในประเทศไทยถูกควบคุมโดยกฎหมายหลัก 3 ฉบับ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด และประมวลรัษฎากร โดยมีรายละเอียดเชิงบังคับที่ต้องปฏิบัติตามดังนี้:
1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2565
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 กำหนดเงื่อนไขสำคัญในการบริหารจัดการ บจก. ไว้อย่างชัดเจน [1]:
- จำนวนผู้เริ่มก่อการและผู้ถือหุ้น (มาตรา 1097): กฎหมายลดจำนวนบุคคลธรรมดาผู้เริ่มก่อการจัดตั้ง บจก. จากเดิมไม่น้อยกว่า 3 คน ให้เหลือเพียง “ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป” [1]
- อายุของหนังสือบริคณห์สนธิ (มาตรา 1099 วรรคสอง): หนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) ที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนไว้ จะสิ้นผลลงทันทีหากมิได้ดำเนินการประชุมตั้งบริษัทและยื่นจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียน [1]
- มูลค่าหุ้นและการชำระเงินค่าหุ้น (มาตรา 1110 วรรคสอง และมาตรา 1117): หุ้นแต่ละหุ้นของ บจก. ต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5 บาท และในการจัดตั้งต้องมีการเรียกให้ผู้ถือหุ้นชำระเงินค่าหุ้นครั้งแรกไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของมูลค่าหุ้นที่จองซื้อไว้ [1], [3]
- การบอกกล่าวนัดประชุมใหญ่ (มาตรา 1175): ลดภาระค่าใช้จ่ายโดยยกเลิกการลงประกาศหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นสำหรับบริษัทที่มีหุ้นชนิดระบุชื่อ คงไว้เพียงการส่งหนังสือนัดประชุมทางไปรษณีย์ตอบรับ หรือส่งมอบถึงตัวผู้ถือหุ้นล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน (หรือ 14 วันกรณีเป็นมติพิเศษ) [1]
- กรอบเวลาการจ่ายเงินปันผล (มาตรา 1201 วรรคสี่): การจ่ายเงินปันผลต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นหรือที่ประชุมคณะกรรมการมีมติอนุมัติ [1]
2. พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535
ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มีข้อกำหนดโครงสร้างองค์กรที่แตกต่างจาก บจก. อย่างชัดเจน [4]:
- จำนวนผู้เริ่มจัดตั้งและกรรมการ (มาตรา 15 และมาตรา 67): ต้องมีบุคคลธรรมดาตั้งแต่ 15 คนขึ้นไปเป็นผู้เริ่มจัดตั้ง และต้องมีคณะกรรมการบริษัทไม่น้อยกว่า 5 คน โดยกรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งต้องมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร [4]
- การชำระมูลค่าหุ้น (มาตรา 51): ผู้จองหุ้นต้องชำระเงินค่าหุ้นเต็มมูลค่าในคราวเดียว ไม่สามารถแบ่งชำระร้อยละ 25 เหมือน บจก. ได้ [4]
- การเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน: บมจ. จัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการระดมทุน จึงสามารถเสนอขายหุ้น หุ้นกู้ หรือใบสำคัญแสดงสิทธิ ต่อประชาชนทั่วไปได้ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ [4]
3. พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 และเกณฑ์ผู้สอบบัญชี
ตาม พ.ร.บ. การบัญชี พ.ศ. 2543 นิติบุคคลมีหน้าที่ต้องจัดทำบัญชีและนำส่งงบการเงินประจำปีต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (แบบ บช.3) ภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่งบการเงินได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ (สำหรับ บจก. และ บมจ.) หรือภายใน 5 เดือนนับแต่วันปิดรอบบัญชี (สำหรับ หจก.) โดยมีเงื่อนไขผู้สอบบัญชีดังนี้ [3]:
- บจก. และ บมจ.: ต้องได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดย “ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (Certified Public Accountant: CPA)” เท่านั้น ไม่ว่ากิจการจะมีขนาดเล็ก มีรายได้น้อย หรือไม่มีการดำเนินงานเลยในรอบปีบัญชี [3]
- หจก. ขนาดเล็ก: ตามกฎกระทรวงออกตาม พ.ร.บ. การบัญชี พ.ศ. 2543 ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท กฎหมายอนุญาตให้ “ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (Tax Auditor: TA)” หรือ CPA ตรวจสอบและรับรองงบการเงินได้ [3] หากตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งเกินเกณฑ์ดังกล่าว จะต้องใช้ CPA ตรวจสอบเท่านั้น [3]
4. ประมวลรัษฎากรและเกณฑ์ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้ง บจก. และ หจก. จัดเป็น “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” ซึ่งต้องคำนวณภาษีจากกำไรสุทธิทางภาษี (รายได้ตามเกณฑ์สิทธิหักรายจ่ายตามเงื่อนไขมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี) โดยต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ภายใน 2 เดือนนับแต่วันสิ้นรอบ 6 เดือนแรก และยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันนับแต่วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี [2]
ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 530 และฉบับที่ 583) นิติบุคคลที่เข้าเกณฑ์ SME (มีทุนชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการไม่เกิน 30 ล้านบาทตลอดรอบระยะเวลาบัญชี) จะได้รับอัตราภาษีแบบขั้นบันได ดังนี้ [2]:
- กำไรสุทธิทางภาษี 1 – 300,000 บาท: อัตราภาษีร้อยละ 0 (ได้รับการยกเว้นภาษี) [2]
- กำไรสุทธิทางภาษี 300,001 – 3,000,000 บาท: อัตราภาษีร้อยละ 15 [2]
- กำไรสุทธิทางภาษีเกินกว่า 3,000,000 บาทขึ้นไป: อัตราภาษีร้อยละ 20 [2]
สำหรับนิติบุคคลที่ไม่เข้าเกณฑ์ SME (มีทุนชำระเกิน 5 ล้านบาท หรือมีรายได้เกิน 30 ล้านบาท) รวมถึง บมจ. ทุกแห่ง จะเสียภาษีในอัตราคงที่คือร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิทางภาษีตั้งแต่บาทแรก [2]
เปรียบเทียบความแตกต่าง บจก. vs หจก. vs บมจ.
ตารางสรุปเปรียบเทียบข้อกำหนดตามกฎหมายและภาระหน้าที่ของนิติบุคคลทั้ง 3 ประเภทตามเกณฑ์ปัจจุบัน:
| มิติการเปรียบเทียบ | ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) | บริษัทจำกัด (บจก.) | บริษัทมหาชนจำกัด (บมจ.) |
|---|---|---|---|
| 1. กฎหมายหลักที่บังคับใช้ | ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 22 [1], [3] | ป.พ.พ. (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 [1] | พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 [4] |
| 2. จำนวนผู้ถือหุ้น / ผู้ก่อการ | ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป [1], [3] | ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป [1] | ตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป [4] |
| 3. ความรับผิดชอบในหนี้สิน | หุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดไม่จำกัดจำนวน ส่วนหุ้นส่วนจำกัดความรับผิด รับผิดไม่เกินเงินลงหุ้น [1], [3] | จำกัดความรับผิดชอบไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบ [3] | จำกัดความรับผิดชอบไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ต้องชำระ [4] |
| 4. มูลค่าหุ้นและการชำระเงิน | ไม่มีกำหนดมูลค่าหุ้นขั้นต่ำ ขึ้นกับสัญญาจัดตั้ง [3] | หุ้นละไม่ต่ำกว่า 5 บาท เรียกชำระครั้งแรกไม่น้อยกว่า 25% [1], [3] | มูลค่าหุ้นเท่ากันทุกหุ้น และต้องชำระเต็มมูลค่าในคราวเดียว [4] |
| 5. ผู้สอบบัญชีงบการเงิน | ขนาดเล็กใช้ TA หรือ CPA ได้ / ขนาดใหญ่ต้อง CPA [3] | ต้องใช้ CPA เท่านั้น ทุกกรณี [3] | ต้องใช้ CPA เท่านั้น ทุกกรณี [3], [4] |
| 6. อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล | อัตรา SME ก้าวหน้า 0-20% หรืออัตราทั่วไป 20% [2] | อัตรา SME ก้าวหน้า 0-20% หรืออัตราทั่วไป 20% [2] | อัตราทั่วไปคงที่ร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ [2] |
| 7. การระดมทุนจากประชาชน | ไม่สามารถทำได้ตามกฎหมาย [3] | ทำไม่ได้ตามมาตรา 1097 [1] | เสนอขายหุ้น หุ้นกู้ ต่อประชาชนได้ตามเกณฑ์ ก.ล.ต. [4] |
เจาะลึกจุดต่างสำคัญ 4 ประเด็นที่ส่งผลต่อการบริหารธุรกิจ
ประเด็นเปรียบเทียบในทางปฏิบัติที่มีผลต่อความปลอดภัยและการเติบโตขององค์กรมี 4 ข้อหลัก:
1. ความเสี่ยงเรื่องหนี้สินและทรัพย์สินส่วนตัว (Limited vs Unlimited Liability)
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1096 ผู้ถือหุ้นของ บจก. รับผิดชอบเพียงจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบตามมูลค่าที่ตนถือไว้เท่านั้น [3] หากผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นครบ 100% แล้ว เมื่อบริษัทถูกฟ้องร้อง บังคับคดี หรือล้มละลาย เจ้าหนี้ไม่สามารถฟ้องยึดทรัพย์สินส่วนตัว (เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ หรือบัญชีเงินฝากส่วนตัว) ของผู้ถือหุ้นมาชำระหนี้บริษัทได้ เว้นแต่กรรมการผู้มีอำนาจจะไปทำสัญญาค้ำประกันส่วนบุคคลไว้กับสถาบันการเงิน
ในทางตรงกันข้าม ป.พ.พ. มาตรา 1077 กำหนดให้ หจก. ต้องมีหุ้นส่วน 2 จำพวก และมาตรา 1087 ระบุว่าหุ้นส่วนผู้จัดการต้องเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด [1], [3] ดังนั้น หาก หจก. มีภาระหนี้สินหรือคดีความภาษีเกินกว่าทรัพย์สินที่ห้างฯ มีอยู่ เจ้าหนี้มีสิทธิตามกฎหมายที่จะบังคับยึดทรัพย์สินส่วนตัวของหุ้นส่วนผู้จัดการมาชำระหนี้จนครบเต็มจำนวน
2. ความยืดหยุ่นในการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นและการโอนหุ้น
การโอนหุ้นของ บจก. ปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1129 โดยทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้โอนกับผู้รับโอน มีพยานลงนามรับรองอย่างน้อย 1 คน และบันทึกการโอนลงในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น จากนั้นจึงจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.5) ส่งนายทะเบียน [3] กระบวนการทั้งหมดมีความคล่องตัวและเป็นความลับภายในองค์กรได้
ส่วน หจก. หากต้องการเปลี่ยนตัวผู้เป็นหุ้นส่วนหรือปรับสัดส่วนเงินลงหุ้น จะต้องดำเนินการแก้ไขสัญญาจัดตั้งห้างฯ และต้องนำไปยื่นจดทะเบียนแก้ไขต่อนายทะเบียนพาณิชย์ทุกครั้ง โดยต้องได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนทุกคน [3]
3. ต้นทุนแฝงด้านการตรวจสอบบัญชี (Audit Fee: TA vs CPA)
แม้ บจก. จะมีความน่าเชื่อถือสูงกว่า แต่มีต้นทุนคงที่รายปีจากค่าตรวจสอบบัญชีสูงกว่า เนื่องจากกฎหมายบังคับว่าต้องใช้ CPA ตรวจสอบงบการเงินเท่านั้น แม้บริษัทจะไม่มีรายได้เลยก็ตาม [3] ค่าธรรมเนียม CPA ในตลาดทั่วไปมักเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 10,000 – 25,000 บาทขึ้นไปต่อปี สำหรับ หจก. ขนาดเล็กสามารถเลือกใช้ TA ได้ ซึ่งมีอัตราค่าสอบบัญชีเริ่มต้นในระดับประมาณ 5,000 – 12,000 บาทต่อปี ช่วยลดภาระต้นทุนคงที่สำหรับธุรกิจขนาดเล็กในระยะตั้งไข่ [3]
4. ข้อจำกัดในการระดมทุน: บจก. ไม่เท่ากับ บมจ. และ บมจ. ไม่ได้แปลว่าอยู่ในตลาดหุ้นเสมอไป
บมจ. เป็นเพียงรูปแบบนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ที่เปิดโอกาสให้สามารถเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปได้ [4] แต่การที่จะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้นั้น บริษัทต้องผ่านเกณฑ์การประเมินที่เข้มงวดของสำนักงาน ก.ล.ต. เช่น การมีทุนชำระแล้วขั้นต่ำตามเกณฑ์ ผลการดำเนินงานย้อนหลัง ระบบการควบคุมภายใน และกรรมการอิสระ/กรรมการตรวจสอบครบถ้วน บมจ. จึงเป็นโครงสร้างที่เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีแผนระดมทุนจากประชาชนเท่านั้น [4]
รูปแบบไหนเหมาะกับใคร?
การเลือกรูปแบบนิติบุคคลขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงของหนี้สิน สัญญาคู่ค้า และงบประมาณค่าตรวจสอบบัญชีประจำปีเป็นเกณฑ์ตัดสินใจหลัก [1], [3]:
- เลือก หจก. เมื่อ: เป็นธุรกิจขนาดเล็กมากที่ดำเนินงานเฉพาะในกลุ่มบุคคลที่มีความไว้วางใจสูง (เช่น สมาชิกในครอบครัว) ธุรกิจไม่มีการก่อหนี้กู้ยืมสถาบันการเงิน ไม่มีความเสี่ยงเรื่องการฟ้องร้องจากสินค้าหรือบริการ และต้องการประหยัดค่าสอบบัญชีรายปีโดยใช้บริการ TA [3]
- เลือก บจก. เมื่อ: เป็นธุรกิจที่มีการค้าขายกับบริษัทขนาดใหญ่ หน่วยงานราชการ หรือมีธุรกรรมซื้อมาขายไปต่อเนื่อง มีการจ้างงาน มีความเสี่ยงในการส่งมอบงาน หรือมีแผนงานขยายกิจการและดึงนักลงทุนภายนอกเข้ามาถือหุ้น โดยต้องการจำกัดความรับผิดชอบไม่ให้กระทบต่อทรัพย์สินส่วนตัว [1], [3]
- เลือก บมจ. เมื่อ: เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทุนจดทะเบียนหลายสิบล้านบาทขึ้นไป มีผู้ร่วมก่อตั้งตั้งแต่ 15 คนขึ้นไป มีแผนระดมทุนผ่านการออกตราสารทุนหรือตราสารหนี้เสนอขายต่อประชาชน และเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ [4]
สำหรับผู้ประกอบการที่ยังชั่งใจระหว่าง 2 รูปแบบแรก สามารถศึกษาบทวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่ ไขข้อสงสัย จดทะเบียนบริษัทแบบไหนดี หจก. vs บจก. แบบไหนเหมาะกับธุรกิจคุณ? หรือหากต้องการทีมงานมืออาชีพดูแลการยื่นคำขอจัดตั้ง สามารถพิจารณาใช้ บริการจดทะเบียนบริษัท เพื่อให้ขั้นตอนทางเอกสารเสร็จสิ้นอย่างถูกต้องตั้งแต่วันแรก
วิเคราะห์เชิงลึก: ต้นทุนแฝงและความเสี่ยงทางกฎหมายที่ผู้ประกอบการมักมองข้าม
การตัดสินใจจัดตั้งนิติบุคคลโดยพิจารณาเฉพาะค่าธรรมเนียมจัดตั้งของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เกิดต้นทุนแฝงและความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดตามมา 3 ประเด็นดังนี้:
1. มายาคติด้านภาษี: หจก. ไม่ได้ประหยัดภาษีไปกว่า บจก.
ในทางกฎหมายภาษีอากร ประมวลรัษฎากรไม่ได้ให้อภิสิทธิ์แก่ หจก. เหนือกว่า บจก. แต่อย่างใด [2] นิติบุคคลทั้ง 2 ประเภทใช้วิธีคำนวณกำไรสุทธิทางภาษีเดียวกัน ต้องนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1, 3, 53) และภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกันทุกประการ และหากเข้าเกณฑ์ SME ก็เสียภาษีในอัตราก้าวหน้า 0-20% เท่ากันทุกระดับขั้น [2] การจัดตั้ง หจก. จึงไม่ได้ช่วยให้ประหยัดภาษีเงินได้นิติบุคคลมากกว่า บจก. แม้แต่บาทเดียว
ท่านสามารถอ่านประเด็นเปรียบเทียบเชิงภาษีแบบเจาะลึกเพิ่มเติมได้ที่บทความ หจก กับ บจก เลือกแบบไหนดี? สรุปจุดต่างที่มือใหม่ต้องรู้ (ปี 2569) [2]
2. ความเสี่ยงคดีความและภาระหนี้สินล้มละลาย
หากกิจการถูกฟ้องร้องจากข้อพิพาททางการค้า หรือเกิดหนี้สินภาษีอากรค้างชำระ กรณีของ บจก. กรมบังคับคดีสามารถยึดอายัดได้เฉพาะทรัพย์สินที่เป็นของบริษัทเท่านั้น (เช่น สินค้าคงเหลือ เครื่องจักร บัญชีเงินฝากบริษัท) เมื่อขายทอดตลาดแล้วไม่พอชำระหนี้ หนี้ส่วนที่ขาดจะไม่สามารถตามมาฟ้องยึดทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ถือหุ้นได้ [3]
แต่ในกรณีของ หจก. เมื่อทรัพย์สินของห้างฯ ไม่พอชำระหนี้ ป.พ.พ. กำหนดให้เจ้าหนี้ฟ้องบังคับคดีกับทรัพย์สินส่วนตัวของ “หุ้นส่วนผู้จัดการ” ได้ทันทีโดยไม่จำกัดมูลค่า [1], [3] ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางการเงินของครอบครัวผู้บริหารอย่างมีนัยสำคัญ
3. เงื่อนไขการสิ้นผลของหนังสือบริคณห์สนธิ 3 ปี
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1099 วรรคสอง ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2565 กำหนดเงื่อนไขไว้อย่างเคร่งครัดว่า หากผู้เริ่มก่อการได้ยื่นจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิไว้แล้ว แต่มิได้ดำเนินการประชุมจัดตั้งบริษัทและยื่นจดทะเบียนบริษัทให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียน ให้หนังสือบริคณห์สนธินั้นสิ้นผลลงทันที [1] ส่งผลให้สิทธิในชื่อและวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ถูกยกเลิก และต้องเริ่มนับหนึ่งยื่นกระบวนการใหม่ทั้งหมด
กรณีศึกษาตัวอย่างสมมุติ: การเปรียบเทียบภาระภาษีและความเสี่ยงธุรกิจกาแฟในเชียงใหม่
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างอย่างเป็นรูปธรรม ขอยก “ตัวอย่างสมมุติ” ของผู้ประกอบการคั่วและจำหน่ายเมล็ดกาแฟในจังหวัดเชียงใหม่ ชื่อ “ล้านนารอสเตอรี่” มีผลการดำเนินงานในปีภาษี 2569 ดังนี้:
- ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว: 1,000,000 บาท
- รายได้รวมตลอดรอบปีบัญชี: 12,000,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายทางภาษีที่หักได้ตามจริง: 10,500,000 บาท
- กำไรสุทธิทางภาษี (ก่อนหักภาษี): 1,500,000 บาท
ขั้นตอนการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (SME Scheme)
เนื่องจากกิจการมีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท จึงเข้าข่ายได้รับอัตราภาษี SME ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 530) [2] คำนวณได้ดังนี้:
- กำไรสุทธิขั้นที่ 1 (0 – 300,000 บาท): ได้รับยกเว้นภาษี (300,000 × 0%) = 0 บาท [2]
- กำไรสุทธิขั้นที่ 2 (300,001 – 1,500,000 บาท): ส่วนต่างกำไรจำนวน 1,200,000 บาท เสียภาษีอัตราร้อยละ 15 (1,200,000 × 15%) = 180,000 บาท [2]
- รวมภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด.50) ที่ต้องชำระ: 0 + 180,000 = 180,000 บาท [2]
สรุปผลทางภาษี: ไม่ว่าล้านนารอสเตอรี่จะจดทะเบียนเป็น บจก. หรือ หจก. ภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องนำส่งสรรพากรคือ 180,000 บาท เท่ากันทุกประการ [2]
การเปรียบเทียบมิติด้านความเสี่ยงและต้นทุนคงที่
ความแตกต่างจะเกิดขึ้นในด้านต้นทุนคงที่และความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน:
- ด้านค่าสอบบัญชี: หากจดเป็น หจก. กิจการสามารถจ้าง TA ตรวจสอบงบการเงินได้ ทำให้ประหยัดค่าสอบบัญชีได้ประมาณ 5,000 – 10,000 บาทต่อปี แต่หากจดเป็น บจก. ต้องจ้าง CPA เท่านั้น [3]
- ด้านความรับผิดชอบในหนี้สิน: หากเกิดเหตุไฟไหม้คลังสินค้าส่งผลให้คู่ค้าเสียหาย 8,000,000 บาท แต่กิจการมีประกันภัยและทรัพย์สินรวมชดใช้ได้เพียง 3,000,000 บาท:
- หากจดเป็น บจก.: เจ้าหนี้บังคับคดีได้ไม่เกิน 3,000,000 บาทตามทรัพย์สินของบริษัท ทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ถือหุ้น (หากส่งใช้ค่าหุ้นครบแล้ว) ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย [3]
- หากจดเป็น หจก.: เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องยึดบ้าน รถยนต์ และทรัพย์สินส่วนตัวของ “หุ้นส่วนผู้จัดการ” เพื่อมาชำระหนี้ส่วนที่ยังขาดอีก 5,000,000 บาทจนสิ้นเชิง [1], [3]
ในการวางแผนธุรกิจระยะยาว ผู้ให้บริการ รับทำบัญชี เชียงใหม่ จึงมักแนะนำว่า ส่วนต่างของค่าตรวจสอบบัญชีรายปีเมื่อเทียบกับความปลอดภัยของทรัพย์สินส่วนตัวแล้ว การเลือกจดทะเบียนเป็น บจก. ให้ความคุ้มค่าและความปลอดภัยที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน
แนวทางการวางระบบบัญชีและภาษี ร่วมกับผู้ให้บริการ รับทำบัญชี เชียงใหม่ เพื่อการเติบโตที่มั่นคง
การเลือกรูปแบบองค์กรเป็นเพียงก้าวแรก ความมั่นคงของธุรกิจขึ้นอยู่กับการจัดทำบัญชีให้สอดคล้องกับมาตรฐานทางบัญชีและภาษีอากร การทำงานร่วมกับสำนักงานบัญชีที่ให้บริการ รับทำบัญชี เชียงใหม่ ผ่านระบบคลาวด์ จะช่วยควบคุมความถูกต้องของภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และการกระทบยอดสเตตเมนต์ธนาคารได้อย่างแม่นยำ
ขั้นตอนเชิงปฏิบัติการเลือกและจดทะเบียนนิติบุคคลในปี 2569
แนวทางการดำเนินงาน 5 ขั้นตอนมาตรฐานในการจัดตั้ง บจก. หรือ หจก. ให้ถูกต้องตามกฎหมาย [1], [3]:
- ประเมินความเสี่ยงและโครงสร้างคู่ค้า: หากมีคู่ค้าเป็นนิติบุคคลขนาดใหญ่ หรือมีความเสี่ยงในสัญญา ให้เลือก บจก. เสมอเพื่อจำกัดความรับผิด [3]
- รวบรวมผู้ร่วมก่อตั้ง: เตรียมบุคคลธรรมดาอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป กำหนดสัดส่วนผู้ถือหุ้น อำนาจกรรมการ และผู้มีอำนาจลงนาม [1]
- จองชื่อนิติบุคคลและจัดทำเอกสาร: จองชื่อนิติบุคคลผ่านระบบออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ (บอจ.2) ข้อบังคับบริษัท และหนังสือเชิญประชุมตั้งบริษัท [1], [3]
- เรียกชำระค่าหุ้นและออกใบสำคัญรับเงิน: จัดการประชุมตั้งบริษัท และเรียกชำระค่าหุ้นครั้งแรกไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1110 [1], [3] โดยกรรมการต้องออกใบสำคัญรับชำระเงินค่าหุ้นแก่ผู้ถือหุ้นทุกคน
- ยื่นจดทะเบียนจัดตั้งและเปิดบัญชีธนาคารนิติบุคคล: ยื่นจดทะเบียนต่อนายทะเบียนพาณิชย์ และนำหนังสือรับรองการจัดตั้งไปเปิดบัญชีเงินฝากในนามนิติบุคคลเพื่อแยกเงินส่วนตัวออกจากเงินธุรกิจทันที [3]
คำถามที่พบบ่อย
บจก. ย่อมาจากอะไร และมีความหมายตามกฎหมายว่าอย่างไร?
บจก. ย่อมาจาก “บริษัทจำกัด” หมายถึง รูปแบบนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยแบ่งทุนออกเป็นหุ้นมูลค่าเท่าๆ กัน (ไม่ต่ำกว่า 5 บาทต่อหุ้น) มีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และผู้ถือหุ้นทุกคนมีความรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ตนยังชำระไม่ครบเท่านั้น [1], [3] การเป็นนิติบุคคลทำให้ บจก. มีสภาพบุคคลแยกต่างหากจากเจ้าของ มีสิทธิ หน้าที่ และทรัพย์สินเป็นของตนเองตามกฎหมาย
เปิดบริษัทจำกัด (บจก.) ปัจจุบันต้องใช้ผู้ถือหุ้นกี่คน จดคนเดียวได้หรือไม่?
การจัดตั้ง บจก. ปัจจุบันต้องมีผู้ถือหุ้นตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และยังไม่สามารถจดทะเบียนคนเดียวได้ตามกฎหมายไทย โดยเป็นผลบังคับใช้ตาม พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565 ที่ปรับลดเกณฑ์ขั้นต่ำจากเดิม 3 คน เหลือ 2 คน [1] หากต่อมามีผู้ถือหุ้นลดลงเหลือเพียงคนเดียว กฎหมายกำหนดให้เป็นเหตุที่ศาลอาจสั่งเลิกบริษัทได้ตามคำร้องขอของผู้มีส่วนได้เสียตาม ป.พ.พ. มาตรา 1237 [1]
บจก. กับ หจก. เสียภาษีต่างกันไหม แบบไหนประหยัดภาษีมากกว่ากัน?
บจก. และ หจก. เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราและหลักเกณฑ์เดียวกันทุกประการ จึงไม่มีรูปแบบใดประหยัดภาษีได้มากกว่ากันในทางกฎหมาย ทั้ง บจก. และ หจก. ถือเป็นนิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร หากเข้าเกณฑ์ SME (ทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) จะได้รับการคำนวณภาษีอัตราก้าวหน้าร้อยละ 0 – 20 เท่ากัน [2] การเลือกรูปแบบองค์กรจึงต้องพิจารณาที่การจำกัดความรับผิดชอบต่อหนี้สินเป็นหลัก มิใช่เรื่องการประหยัดภาษี
ถ้า บจก. มีหนี้สินท่วมตัวหรือล้มละลาย ผู้ถือหุ้นและกรรมการต้องเอาทรัพย์สินส่วนตัวมาจ่ายหนี้หรือไม่?
ผู้ถือหุ้นและกรรมการของ บจก. ไม่ต้องนำทรัพย์สินส่วนตัวมาชำระหนี้ของบริษัท หากผู้ถือหุ้นได้ชำระเงินค่าหุ้นครบเต็มมูลค่าที่ถือไว้แล้ว [3] เจ้าหนี้สามารถบังคับคดีได้เฉพาะทรัพย์สินที่อยู่ในนามของบริษัทจำกัดเท่านั้น เว้นแต่กรณีที่กรรมการผู้มีอำนาจได้ลงนามในสัญญาค้ำประกันส่วนบุคคลไว้กับเจ้าหนี้ หรือมีการกระทำความผิดทางอาญา เช่น การยักยอก ฉ้อโกง หรือจงใจล้มละลายทุจริต
เปลี่ยนสถานะจาก หจก. เป็น บจก. ทำได้ไหม และต้องดำเนินการอย่างไร?
สามารถทำได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246/1 เรียกว่า “การแปรสภาพห้างหุ้นส่วนเป็นบริษัทจำกัด” [1] ขั้นตอนปฏิบัติประกอบด้วย 1) ได้รับความยินยอมเป็นเอกฉันท์จากผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน 2) ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอย่างน้อย 1 ครั้ง และส่งหนังสือแจ้งเจ้าหนี้ของห้างฯ 3) รอให้พ้นกำหนดเวลาคัดค้าน 30 วันนับแต่วันที่ส่งหนังสือแจ้งเจ้าหนี้ และ 4) จัดการประชุมผู้เป็นหุ้นส่วนเพื่อแปรสภาพและยื่นจดทะเบียนต่อนายทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 14 วันนับแต่วันเสร็จสิ้นการประชุม [1], [3]
บทสรุป
คำถามที่ว่า บจก คือ รูปแบบที่ใช่สำหรับธุรกิจของคุณหรือไม่นั้น คำตอบขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกรรม ความเสี่ยงในความรับผิดชอบ และแผนการเติบโตในอนาคตเป็นสำคัญ แม้ว่า หจก. จะช่วยประหยัดค่าตรวจสอบบัญชีได้บางส่วนในระยะเริ่มต้น แต่ บจก. มอบความคุ้มครองทางกฎหมายที่ปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้ถือหุ้นผ่านหลักการจำกัดความรับผิด และยังสร้างความน่าเชื่อถือต่อสถาบันการเงินและคู่ค้าระดับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อโครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคลของทั้งสองรูปแบบเท่าเทียมกันภายใต้ประมวลรัษฎากร การเลือกจัดตั้งบริษัทจำกัด (บจก.) ร่วมกับการวางระบบเอกสารบัญชีดิจิทัลที่ได้มาตรฐาน จึงเป็นรากฐานที่มั่นคงที่สุดสำหรับผู้ประกอบการในการขยายธุรกิจอย่างปลอดภัยและยั่งยืนในระยะยาว
เอกสารอ้างอิง
- ราชกิจจานุเบกษา. (2565). พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2565. https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2565/A/069/T_0001.PDF
- กรมสรรพากร. (2569). อัตราภาษีและการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามประมวลรัษฎากร และพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 530 และฉบับที่ 583). https://www.rd.go.th/841.html
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์. (2569). ขั้นตอนและหลักเกณฑ์การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด และข้อกำหนดตาม พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543. https://www.dbd.go.th/download/downloads/03_boj/intro_step_bj_establish_1.pdf
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2535). พระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535. https://www.krisdika.go.th/
หากท่านกำลังวางแผนเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ต้องการเปลี่ยนผ่านจากบุคคลธรรมดาเป็นนิติบุคคล หรือต้องการวางระบบบัญชีดิจิทัลให้พร้อมสำหรับการเติบโต ติดต่อ YMTD Accounting Partner เชียงใหม่ เพื่อรับคำปรึกษาด้านการจดทะเบียนและวางแผนภาษีได้อย่างมั่นใจ
โทร: 081-542-3019
LINE: @premwittawat
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา อ้างอิงกฎหมายและประกาศที่ใช้บังคับ ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรณีของแต่ละธุรกิจมีรายละเอียดต่างกัน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ



